วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แก้น้ำเน่าจาก รง. ปัดฝุ่นคลองด่าน

วันศุกร์ที่ 02 พฤษภาคม 2008 เวลา 00:00 น.

นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามการปฏิบัติงานและตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากปัญหาน้ำเสียโรงงาน จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จากการตรวจสอบทางอากาศและน้ำในเขตพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ตามที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานลงทะเล พบว่า มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาปล่อยน้ำเสียสีดำลงสู่ทะเลหลายจุดด้วยกัน โดยเฉพาะโรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ทั้งนี้ จะตรวจสอบจุดให้ชัดเจนว่า เป็นโรงงานใดให้แน่ชัด เนื่องจากใน จ.สมุทรปราการ มีโรงงานจำนวนมากถึง 6,731 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานฟอกย้อม ฟอกหนัง สิ่งทอ ทำให้มีปัญหาร้องเรียนอยู่เป็นประจำ ถ้าได้ชื่อโรงงานแล้ว ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะส่งข้อมูลให้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย

ด้านนางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทส. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาโครงการคลองด่าน โดยจะทำหน้าที่ศึกษาและรวบรวมข้อมูลและแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการคลองด่านมาใช้ประโยชน์ เพราะลงทุนไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ขอขอบคุณ : http://www.deqp.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8214%3A2008-05-02&catid=7%3A2010-02-04-06-14-10&Itemid=43&lang=th

จี้เบียร์ช้างเลิกเข้าตลาดหุ้นถาวร

โดย เดลินิวส์ วันที่ 12 ธันวาคม 2551

นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ประธานชมรมนักกฎหมายเพื่อสังคม ผู้ประสานงานเครือข่ายต้านน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ 384 องค์กร เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตัวแทนจากบริษัทไทยเบฟเวอเรจ หรือ เบียร์ช้าง ว่า ตัวแทนจากบริษัทไทยเบฟฯ รับปากจะนำเรื่องการระงับการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลท. ไปหารือกับคณะกรรมการบริษัท เนื่องจากเครือข่ายฯ เป็นห่วงถึง ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือซึ่งแจ้งมายัง ตลท. เพราะบอกเพียงระงับการนำหุ้นเข้าจดทะเบียน แต่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะนำเข้าจดทะเบียนหรือไม่ ซึ่งไทยเบฟฯไม่สามารถยืนยันได้ ขณะที่เครือข่ายฯต้องการให้ระงับเป็นการถาวร

นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้แก้ไขประกาศของ ก.ล.ต. เพิ่มเติมเรื่องคุณสมบัติของธุรกิจที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ซึ่งต้องมิใช่ธุรกิจที่ไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม หรือมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมต่ำ อาทิ ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ การค้าอาวุธ การพนันเสี่ยงโชค สถานเริงรมย์ เป็นต้น

ขอขอบคุณ : http://cas.or.th/index.php/news/2663

ร้อง ก.ล.ต.แก้เกณฑ์เข้าตลาด ตีกันเบียร์ช้าง

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 ธันวาคม 2551

เครือข่ายต้านน้ำเมา ร้องสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.แก้เกณฑ์คุณสมบัติธุรกิจที่เข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ตีกัน "เบียร์ช้าง" ห้ามธุรกิจน้ำเมา ยาสูบ ค้าอาวุธ การพันน ธุรกิจสถานเริงรมย์ เข้าตลาดฯ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ผู้ประสานงานเครือข่ายต้านน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ 384 องค์กร กล่าวว่า เครือข่ายต้านน้ำเมาฯ ขอให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แก้ไขประกาศของ ก.ล.ต.เพิ่มเติมเรื่องคุณสมบัติของธุรกิจที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ในข้อที่ 13(4) (ก) เรื่องคุณสมบัติอื่นๆ

โดยแก้ไขรายละเอียดข้อความเพิ่มเติมดังนี้ "ต้องมิใช่ธุรกิจที่ไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม หรือมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมต่ำ อาทิ ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ธุรกิจยาสูบ การค้าอาวุธ การพนันเสี่ยงโชค ธุรกิจสถานเริงรมย์ เป็นต้น"

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างหลักเกณฑ์และมาตรฐานของประเภทธุรกิจที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

"เราไม่ได้ต้องการที่จะต่อต้าน บมจ.ไทยเบฟฯ แต่เป็นการต่อต้านทุกบริษัททุกธุรกิจที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ยาสูบ การพนัน ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมเลย หลังจากที่เรายื่น ก.ล.ต.แล้วก็คงจะต้องรอคำตอบว่าจะออกมาเป็นอย่างไร และถ้าจะเข้าจริงๆ ต้องสง่างามและไม่มุบมิบเข้าอย่างที่ผ่านมา"

ผู้ประสานงานเครือข่ายต้านน้ำเมาฯ กล่าวภายหลังจากหารือกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อแสดงจุดยืนที่จะไม่เอาธุรกิจน้ำเมาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งทางตัวแทนของ บมจ.ไทยเบฟฯ จะนำเรื่องไปเสนอผู้บริหาร

ขอขอบคุณ : http://cas.or.th/index.php/news/2662

"ม็อบเบียร์ช้าง" ยืนยันค้านธุรกิจแอลกอฮอล์เข้าตลาดหุ้นไทย

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 มกราคม 2549 15:10 น.

แกนนำม็อบต้านเบียร์ช้าง ประกาศเดินหน้าคัดค้าน “เบียร์ช้าง” ต่อหากจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควบคู่กับตลาดสิงคโปร์ ย้ำจุดยืนไม่ให้ธุรกิจแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย แต่พร้อมสนับสนุนให้ไปเข้าตลาดสิงคโปร์ พร้อมเผย สธ. กำลังเร่งร่างกฎหมายควบคุมสุราคาดแล้วเสร็จไตรมาส 1 ปีนี้
     
       วันนี้( 6 ม.ค.) นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ประธานชมรมนักกฎหมายเพื่อสังคม ในฐานะฝ่ายกฎหมายของกลุ่มคัดค้านบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “เบียร์ช้าง” เข้าตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า การที่เบียร์ช้างจะตัดสินใจเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ทางกลุ่มคัดค้านพร้อมสนับสนุน เพื่อให้บริษัทของคนไทยไปเติบโตในต่างประเทศ ซึ่งหากนักลงทุนจะไปซื้อขายหุ้นเบียร์ช้างในตลาดสิงคโปร์ ก็เป็นสิทธิที่ทำได้
     
       อย่างไรก็ตามการที่เบียร์ช้างจะเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหุ้นสิงคโปร์ และตลาดหุ้นไทย (DUAL LISTING) นั้น ทางกลุ่มจะเดินหน้าคัดค้านต่อเนื่อง เพราะจุดยืนของการต่อต้านไม่ต้องการให้นำธุรกิจแอลกอฮอล์เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลัก หรือตลาดที่สอง เพราะธุรกิจดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้นหากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีการประชุมเพื่อพิจารณาการรับเบียร์ช้างเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน ทางกลุ่มผู้คัดค้านก็จะรวมตัวกันอีกครั้ง และจะติดตามข่าวของเบียร์ช้างอย่างใกล้ชิดต่อไป
     
       “เรารู้สึกไม่สบายใจที่ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษ์ณ์ว่า เสียดายที่เบียร์ช้างจะไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ แสดงว่ามองแต่เรื่องธุรกิจ และเป้าหมายการขยายตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สนใจผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้น” นายสัมพันธ์ กล่าว
     
       นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่าความคืบหน้าการร่างกฎหมายควบคุมสุราของกระทรวงสาธารณสุข ว่า ทางคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของกระทรวง จะมีการแก้ไขรายละเอียดบางจุดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าภายในไตรมาสแรกของปีนี้ น่าที่จะประกาศใช้ได้ เพราะทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งดำเนินการ โดยหลักการของกฎหมายสุราจะเน้น 3 เรื่อง คือการควบคุมการขาย การบริโภค และการโฆษณา

ขอขอบคุณ : http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000001779

ม็อบต้านเบียร์ช้างล้อมบ้าน เจริญ


โดย คม ชัด ลึก วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 01:25 น.

นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการสายงานการตลาดศูนย์ระดมทุน ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านการนำบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้ยอมสลายการชุมนุมแล้ว หลังจากมีการเจรจากับกลุ่มแกนนำ และเข้าใจตรงกันว่าการคัดค้านดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย โดยแนวทางจากนี้ไป แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการเจรจากับภาครัฐ เพื่อให้แก้กฎหมาย รวมทั้งรวมตัวกันเพื่อขอร้องให้บริษัทไทยเบฟฯ ระงับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไว้ก่อน และอย่าอาศัยจังหวะในการเข้าจดทะเบียนโดยไม่ได้ให้สังคมรับรู้

นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ประธานนักกฎหมาย กลุ่มต่อต้านแอลกอฮอล์เข้าตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า "หลังจากหารือกับผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์ ทางกลุ่มมีความเข้าใจในบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ ต่อความประสงค์ในการเชื้อเชิญให้บริษัทไทยเบฟฯ เข้าจดทะเบียน และเห็นว่าบริษัทก็ไม่อยากให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อธุรกิจ เมื่อมีการต่อต้านก็ยอมที่จะระงับการนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นจึงได้ถอนการชุมนุม และเตรียมเดินทางไปขอบคุณนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของบริษัทไทยเบฟเวอเรจ ถึงที่บ้าน ที่ยอมเสียสละเพื่อไม่ให้สังคมได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้

ผมมีความเชื่อว่าการเข้าจดทะเบียนของไทยเบฟฯ เกี่ยวข้องกับการเมือง และเชื่อว่าหากพรรคประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจจะสนับสนุนให้บริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง และหากเป็นเช่นนั้นจะนำกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากมาชุมนุมอีก จนกว่าจะเลิกล้มไปในที่สุด" นายสัมพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ เวลาประมาณ 14.30 น. ตัวแทนเครือข่ายต้านน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ 384 องค์กร กว่า 1 หมื่นคน เดินทางไปยังบ้านของนายเจริญ ถนนสุรวงศ์ เพื่อขอร้องให้นายเจริญเห็นแก่เยาวชนและประเทศชาติ และยืนยันว่าจะไม่มีการนำธุรกิจแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นการถาวร โดยตั้งแต่เวลา 14.30 น. กลุ่มเครือข่ายต้านน้ำเมามีการตั้งเวทีเคลื่อนที่และเต็นท์ถาวรหลาย 10 เต็นท์ เพื่อเตรียมปักหลักพักค้างคืน และชุมนุมแบบยืดเยื้อ จนกว่าจะได้รับคำตอบว่า จะไม่นำธุรกิจแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างถาวร

ขอขอบคุณ เนื้อหาข่าว : http://news.sanook.com/economic/6/economic_328895.php
ขอขอบคุณ ภาพข่าว : http://www.stopdrink.com/news-view-1172.htm

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"สัมพันธ์ เสริมชีพ" บุรุษในแวดวง สว. ที่กระทำ ..เพื่อแผ่นดิน


จากความผันผวนทางการเมืองของแผ่นดิน จึงทำให้เกิดการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาขึ้นเมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา หรือเรียกสั้นๆ ว่า เลือก สว. เพื่อให้มาทำหน้าที่เป็นสภาพี่เลี้ยงของรัฐบาล ในการช่วยกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบ และให้คำปรึกษาการดำเนินงาน ของรัฐบาลเพื่อให้มีประสิทธิภาพ การทำงานที่สมบูรณ์ขึ้น

           แต่ในวันนี้เราไม่ได้มาสัมภาษณ์ สส. หรือ สว. แต่เรากำลังมาเจาะลึกข้อมูลบางอย่าง ที่หลายคนรู้ได้ยาก แต่น่าสนใจ จากบุรุษผู้หนึ่ง..ผู้คร่ำหวอดอยู่ ในแวดวง สว.!!


ความเป็นบุคคลธรรมดาๆ ของเขาอาจทำให้หลายคนไม่รู้จัก แต่หากได้พูดคุยกับเขาแล้วจะพบว่า เขาเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม ประกอบกับนำ ความรู้ความสามารถ ที่ตัวเองมีมาแสดงสปิริตเพื่อชาติ ขุมพลังที่โดดเด่นเช่นนี้เอง ที่สาดประกาย จนหลายคนต้องจับตามอง จนทำให้บุรุษผู้นี้ปรากฏแวบ เข้ามาในห้วงคำนึง กระทั่งทำให้ทีมงานเราอดใจไม่ได้ ถึงกับต้องแสวงหาเบอร์โทรศัพท์ เพื่อขอนัดหมาย และวันรุ่งขึ้นได้ขับรถฝ่าพายุตั้งแต่ ๖.๔๕ น. มุ่งตรงไปยังรัฐสภา ทำการแลกบัตรสื่อมวลชนมากลัดที่เสื้อ ผ่านด่านการตรวจกระเป๋า เพื่อค้นอาวุธต้องห้าม เข้าเยี่ยมชมบรรยากาศ การทำงานของเขาผู้นี้

และเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่า เขาทำอะไร อย่างไร เพื่อใครเราจึงขออนุญาต เข้าสังเกตการณ์ในวงประชุม คณะอนุกรรมาธิการปราบปราม ผู้มีอิทธิพลฯของเช้าวันนั้นเอง...

           คำต่อคำในที่ประชุมเข้มข้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ และเราก็พบว่า การทำงานของเขาทลายปม ความไม่ชอบธรรมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และสามารถอธิบายแนวคิดหลัก ได้ตรงประเด็นในฐานะ
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
ซึ่งเขาผู้นี้จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกเสียจาก คุณสัมพันธ์ เสริมชีพ


" นี่เป็นงานส่วนหนึ่งที่ผมทำ ในแต่ละวันบางทีมีประชุมหลายคณะ เพราะผมรับผิดชอบหลายตำแหน่ง เช่นนักวิชาการประจำ คณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภา ก็ต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ด้านกฎหมายของคณะสว.ในคณะกรรมาธิการ และเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการฯ อีกหลายคณะ

ตั้งแต่ผมมาทำงานที่รัฐสภา ๕ ปีกว่านี้ มีเรื่องร้องเรียนเพื่อขอความ เป็นธรรมมาให้ตรวจสอบ และแก้ไขให้ประมาณเกือบ๑.๐๐๐ เรื่องแล้ว บางทีก็ต้องบินไปตรวจสอบ เจาะข้อมูลในพื้นที่จริง จากชาวบ้าน ถ้าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็มีขบวนการ ทางรัฐธรรมนูญจัดการ และก็ติดตามผลอีกที อย่างเรื่องที่กำลัง ดำเนินงานอยู่ ก็เช่นการย้ายคลังเก็บน้ำมัน ใจกลางเมืองไปอยู่ในเขตที่ปลอดภัย


จากดีกรีการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ใช้เวลาเรียนแค่ ๓ ปีครึ่ง ต่อด้วยเนติบัณฑิตไทย และไปศึกษาต่อเฉพาะทางจาก สถาบันวิชาชีพกฎหมายชั้นสูง(รุ่น ๑) สภาทนายความ และหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน(รุ่น ๑) ของสถาบันพระปกเกล้า ทำให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมวุฒิสภา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการ การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนวุฒิสภา เป็นเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการ ติดตามและตรวจสอบ นโยบายปราบปราม ผู้มีอิทธิพลของรัฐบาล หรือเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติงาน ของตำรวจ และประกาศนียบัตรอีกมากมาย เป็นปึก ที่เรากำลังถืออยู่ในมือ..!!

จากศักยภาพ และผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ยอมรับ อย่างโดดเด่น ทำให้เขาก้าวมา ยืนตระหง่านอยู่ในหน้าที่ ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้หลักผู้ใหญ่ ในคณะสว.และเพื่อนร่วมงาน

           ความตั้งใจจริงในการทำงาน โดยมีอุดมการณ์ที่เสียสละ เพื่อชาติอย่างเด่นชัด จึงทำให้เขาได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย ชั้นที่ ๕ เบญจมาภรณ์ ในปีพ.ศ.๒๕๔๔ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ ๕ เบญจมาภรณ์ ในปีพ.ศ.๒๕๔๗

           " ตลอดเวลาที่คลุกคลีอยู่ในวงการกฎหมาย เคยทำงานในพรรคการเมือง เป็นทนายความทำคดีใหญ่ๆ กระทั่งเคยทำงานกับอดีตท่านประธานสภา จากประสบการณ์หลายอย่าง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้านการเมือง ผมขอบอกตรงๆ ว่า มันเหนื่อยมากกว่าการทำธุรกิจหลายเท่า เงินก็ได้ไม่คุ้มเลย สู้การทำธุรกิจไม่ได้ แต่ทุกวันเวลาของชีวิต ผมมีความเชื่อมั่นลึกๆ ว่า หากผมมีโอกาสและชีวิตยืนยาวพอ ผมอยากเห็นประเทศไทยเจริญ ในขณะที่ผมมีชีวิตอยู่ และหากมีโอกาสผมก็จะก้าวเข้าไป ทำในสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นทันที

           เพราะเมืองไทยมีอะไรดีๆ เยอะมาก มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมที่จะเป็นปิ่นนานาประเทศ แต่เมืองไทยขาดคนบริหาร ขาดผู้นำในการชี้นำสังคมว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร เช่นหากผู้นำของประเทศไปชี้ว่าเหล้าดี เป็นการทำให้เศรษฐกิจกระเตื้อง ให้เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ดีกว่า เท่ากับเป็นการยอมรับว่าเหล้าดี และเมื่อเข้าไปแล้วเกิดการมอมเมาเยาวชนเพิ่มมากขึ้น

สร้างค่านิยมและสร้างปัญหาเยาวชนให้เกิดขึ้น ทำปัญหาด้านครอบครัวต่างๆ ก็ตามมาอีกมากมาย ต่อไปแสงแห่งอนาคต ของประเทศคงต้องหรี่ลงจนมืด แต่ถ้าเราหันมาจับจุดที่เข้มแข็ง ของประเทศและพัฒนาสิ่งนั้นให้ก้าวสู่ระดับสูงสุดของโลก จนคนทั่วโลกต้องหันมาสนใจประเทศไทย เช่นสมมุติว่าผู้นำประเทศตั้งโจทย์ว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางทาง ศาสนาพุทธที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก เหมือนวาติกัน หรือนครเมกกะ ที่ชาวโลกทุกสาระทิศต่างหลั่งไหลกันมา ต่างมาศึกษาขนบธรรมเนียม อารยธรรมที่ไม่มีวันตาย ทำให้มีเงินหลั่งไหล เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

และหากประเทศไทยถูกพัฒนา เป็นเมืองพุทธแห่งโลกจริงๆ ประชาชนหันมารักษาศีล ๕ กันมากขึ้น ต่อไปประเทศไทยก็จะปลอดขโมย ปลอดอบายมุข เป็นประเทศมีชื่อเสียง ในด้านการเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง ประชาชนอบอุ่นยิ้มแย้ม เกื้อกูลกัน ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวก็อยากจะมา ผมเชื่อว่าคนไทย เราทุกคนคง ไม่ปรารถนา ให้คนทั่วโลก อยากมาเมืองไทยเพราะเป็น เมืองแห่งโสเภณี และขี้เมาใช่ไหมครับ

           หากเราทำได้อย่างนี้ ประเทศไทย ก็จะทยอยดีขึ้น ทั้งระบบไม่ว่า จะเป็นด้านศีลธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองก็จะถูกดึงขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

ความคิดดีๆ ของบุรุษผู้ อยู่ในแวดวง สว.คนนี้ เราก็หวังเป็นอย่างยิ่ง เช่นกันที่อยากจะเห็น อยากจะให้เมืองไทยของเรามีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในยุคของเรา เกิดขึ้นในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราขอยกย่อง การกระทำเพื่อแผ่นดินของเขาด้วยความจริงใจ...


ประวัติส่วนตัว


นายสัมพันธ์ เสริมชีพ
เกิด 19 พฤษภาคม 2501

การศึกษา
นิติศาสตรบัณฑิต
เนติบัณฑิตไทย (สมัยที่ 34)
ประกาศนียบัตรวิชาชีพกฎหมายชั้นสูง (รุ่น 1) สภาทนายความ
ประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (รุ่น 1) สถาบันพระปกเกล้า

ประสบการณ์การทำงาน
- ประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมาย 32 ปี
- ประธานชมรมนักกฎหมายเพื่อสังคม
- คณะกรรมการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
- คณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา
   > นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการฯ
   > อนุกรรมาธิการติดตามผลการปฏิบัติตามมติของคณะกรรมาธิการฯ
   > อนุกรรมาธิการตรวจสอบการบริหารรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ
   > อนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและการใช้อำนาจของรัฐบาล
- คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา
   > ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการฯ
   > อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
- คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา
   > อนุกรรมาธิการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยว